วันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทาโกยากิ

สูตรอาหารญี่ปุ่น : มาเรียนการทำทาโกะยากิจากคนญี่ปุ่นแท้ๆกัน


อร่อยเหาะดอทคอมขอแนะนำสูตรการทำทาโกะยากิจากคนญี่ปุ่น “ทาโกะยากิ” หรือที่ผู้อ่านบางท่านเรียกว่า “ขนมครกญี่ปุ่น ทาโกะยากิคือขนมรูปร่างกลมๆมีขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร ถือเป็นของว่างชนิดหนึ่งของคนญี่ปุ่นค่ะ มีแป้งกับปลาหมึกเป็นส่วนประกอบหลักนอกจากนี้ยังมีขิงดอง มันภูเขายามาอิโมะ ฯลฯ แล้วทาซอสสีดำๆหรือซอสทาโกะยากิ บางคนนิยมเพิ่มมายองเนส สาหร่าย ชีส ปลาฝอยหรือคัทซึโอโบชิ เพื่อเพิ่มความอร่อย อย่ารอช้ามาดูส่วนผสมและวิธีทำกันค่ะ
สำหรับทาโกะยากิ 50 ลูก
: เกลือ ช้อนชา
: เบกกิ้งพาวเดอร์ (ผงฟู) ช้อนชา
: ผงดาชิ 1 ช้อนชา
: ไข่ไก่ 1 ฟอง
: แป้งสาลี 200 กรัม
: น้ำเย็น 800 มิลลิลิตร (ml)
: มันภูเขายามาอิโมะหรือมันมือเสือ ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมอื่นๆ
หนวดปลาหมึก (ทาโกะ) ต้มสุก
โคะเนกิหรือต้นหอมขนาดเล็ก
อาเกะดามะ (แป้งกรอบๆ) (น้ำ 2 + 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนชา แป้งสาลี 2ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน แล้วหยดลงทอดในน้ำมันร้อนๆ ดังวีดีโอด้านล่าง )
ขิงดองญี่ปุ่นสับหยาบ
ซอสทาโกะยากิ
มายองเนส
สาหร่ายผง
ปลาคัทสึโอะฝอยหรือปลาแห้งญี่ปุ่น
น้ำมันพืช
**ถ้าไม่มีปลาหมึกสามารถใช้ ไส้กรอก ชีส กิมจิ ได้ค่ะ
1. เตรียมถ้วยผสม ใส่แป้ง ไข่ไก่ เกลือ ผงฟู ผงดาชิ เติมน้ำทีละน้อยแล้วคนช้าๆอย่างสม่ำเสมอจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี พักไว้
2. ขูดมันภูเขายามาอิโมะหรือมันมือเสือให้ได้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ เติมลงในส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ เพื่อทำให้ทาโกะยากิหนุบหนับขึ้น

3. หั่นหนวดปลาหมึกเป็นชิ้นเล็กๆ
4. ซอยต้นหอม และเตรียมอาเกะดามะ
5. เตรียมเตาทำทาโกะยากิ ใส่น้ำมันพืช เทส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้ลงไปในเตา เติมปลาหมึก อาเกะดามะ ขิงดอง และต้นหอม ลงไปในแต่ละหลุม แล้วเติมส่วนผสมแป้งให้ท่วมอีกเล็กน้อยด้านบน
6. ใช้ไม้เสียบลูกชิ้นพลิกทาโกะยากิให้เอียง 90 องศา เมื่อผ่านเวลาไปสักพักให้พลิกทาโกะยากิอีก 90 องศา ให้ด้านที่สุกแล้วอยู่ด้านบน ถ้าเห็นรอยแตกให้เติมส่วนผสมแป้งลงไปเพื่อซ่อมรอยแตก
7. พลิกทาโกะยากิไปมาให้สุกจนมีสีน้ำตาลอ่อนโดยทั่วทั้งลูก
8. นำใส่จาน ราดซอสทาโกะยากิ มายองเนส สาหร่าย และปลาแห้งญี่ปุ่นด้านบนทาโกะยากิ เสริฟร้อนๆ

วีดีโอสอนทำทาโกะยากิโดยคนญี่ปุ่น



การแต่งหน้า

7 สเต็ปง่าย ๆ สำหรับมือใหม่หัดแต่ง

ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง
          
          สงสัยไหม ? ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง สำหรับมือใหม่หัดแต่ง วันนี้กระปุกดอทคอมมีสเต็ปการแต่งหน้าง่าย ๆ มาบอกต่อกันแล้วค่ะ


          เชื่อว่าสาว ๆ ที่ยังเป็นมือใหม่หัดแต่งหน้า หรือยังแต่งหน้าไม่เป็นเลย คงจะต้องมีคำถามนี้อยู่ในใจกันอยู่แน่ ๆ ว่า ขั้นตอนการแต่งหน้านั้นมีอะไรบ้าง แล้วต้องทาอะไรก่อน-หลังดี ? ซึ่งดูแล้วมันช่างซับซ้อนซะเหลือเกิน ไม่ต้องกังวลไปค่ะสาว ๆ เอาเป็นว่าใครที่กำลังหาคำตอบกันอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมขออาสาเป็นกูรูแนะนำขั้นตอนการแต่งหน้าแบบง่าย ๆ มาบอกต่อกันซะหน่อย งานนี้สอนกันแบบ Step by Step ไปเลย รับรองเอาเทคนิคนี้ไปใช้ คุณจะต้องแต่งหน้าเป็นอย่างแน่นอน ไปดูกันเลย

ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 1 

          ล้างหน้า ทาครีมบำรุงผิว เซรั่ม อายครีม รวมถึงครีมกันแดด เพื่อเป็นการเตรียมผิวก่อนแต่งหน้า
ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 2 ลงคอนซีลเลอร์และรองพื้น

          เริ่มจากคอนซีลเลอร์ก่อน โดยใช้แปรงแตะคอนซีลเลอร์และนำมาเกลี่ยลงบริเวณรอยคล้ำที่อยากปกปิด อย่างเช่น ใต้ตา รอยสิว รอยกระ-ฝ้า เป็นต้น จากนั้นให้ลงรองพื้นต่อ โดยวิธีก็ง่าย ๆ เพียงแค่ใช้แปรงหรือฟองน้ำแตะรองพื้น แล้วค่อย ๆ เกลี่ยหรือกดลงที่ใบหน้าเบา ๆ ทั้งนี้ไม่ควรถูไปมา เพราะจะทำให้หน้าเป็นคราบ และวิธีนี้ก็จะช่วยให้ใบหน้าดูเนียนและแต่งหน้าติดทนมากขึ้นด้วย

ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 3 ลงแป้ง

          อาจจะเป็นแป้งฝุ่นหรือแป้งอัดแข็งก็ได้ แล้วแต่สาว ๆ จะเลือกใช้เลยค่ะ ทั้งนี้วิธีการลงแป้งก็คือ ค่อย ๆ ใช้แปรงหรือพัฟฟองน้ำ กดหรือปัดเบา ๆ ไม่ควรถูไปมาเช่นเดียวกันค่ะ
 
ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง 
 
  Step 4 เขียนคิ้ว

          ก่อนอื่นควรใช้ดินสอเขียนคิ้ววาดโครงคิ้วให้ได้รูปเสียก่อน จากนั้นค่อยใช้ดินสอเขียนคิ้วหรือพาเลตต์เขียนคิ้วถมลงไปในกรอบที่ร่างไว้ โดยเริ่มจากหัวคิ้วด้านในไปจนถึงหางคิ้ว

ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 5 แต่งตา ด้วยอายแชโดว์ อายไลเนอร์ และมาสคาร่า

          สำหรับขั้นตอนการแต่งตาให้ลงอายแชโดว์สีอ่อนที่เปลือกตาเสียก่อน จากนั้นค่อยลงอายแชโดว์สีเข้มขึ้นบริเวณกึ่งกลางและรอยพับของเปลือกตา จากนั้นใช้แปรงเบลนด์สีให้กลืนกันอีกที และเมื่อลงอายแชโดว์เสร็จแล้วให้กรีดอายไลเนอร์วาดเส้นจากหัวตาไปยังหางตา จะช่วยทำให้ดวงตากลมโตมากยิ่งขึ้น เสร็จแล้วปิดท้ายด้วยการดัดขนตาปัดมาสคาร่า
 
ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 6 ปัดแก้ม ด้วยบลัชออน 
          วิธีการปัดแก้มแบบง่าย ๆ ให้สาว ๆ ฉีกยิ้ม แล้วใช้แปรงแตะบลัชออนปัดลงบนโหนกแก้ม โดยเริ่มปัดจากด้านข้างจมูกออกไปข้างนอก ทำแบบนี้ทั้งสองข้างจะทำให้ได้แก้มสวยแบบพอดี แต่ทั้งนี้ไม่ควรปัดแก้มเข้มจนเกินไป เพราะมันจะมองดูไม่สวย ระวังคนอื่นเขาจะล้อว่าแก้มแดงเหมือนตูดลิงได้นะคะสาว ๆ

ขั้นตอนการแต่งหน้า ทาอะไรก่อนหลัง

 Step 7 ทาปาก ด้วยลิปสติก

          ปิดท้ายขั้นตอนการแต่งหน้าด้วยการทาลิปสติก ทั้งนี้สำหรับสาว ๆ ที่ไม่อยากให้ปากดูแห้งควรทาลิปมันเพื่อบำรุงริมฝีปากให้ชุ่มชื้นเสียก่อน จากนั้นค่อยทาลิปสติกสีที่เราต้องการทับลงไป ทั้งนี้ใครที่กลัวว่าทาลิปสติกแล้วจะเลอะขอบปาก อาจจะใช้ดินสอเขียนขอบปากวาดกรอบก่อนที่จะทาลิปสติกก็ได้ค่ะ

          ง่าย ๆ แบบนี้ หวังว่าคุณสาว ๆ ที่เป็นมือใหม่จะแต่งตามกันได้นะคะ แล้วอย่าลืมฝึกมือกันบ่อย ๆ รับรองว่าคุณจะต้องแต่งหน้าเก่งขึ้นอย่างแน่นอน ^^

การทำนาเกลือ

การทำนาเกลือ


         ความรู้เกี่ยวกับเกลือ                                                                                                                  
         เกลือเป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่า “โซเดียมคลอไรด์” (NaCl) มี ลักษณะเป็นผลึกสีขาว รสเค็ม เกลือเป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ และสัตว์มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ต้องบริโภคเกลือประมาณวันละ 5-10 กรัม เพื่อนำไปช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายให้เซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ทำงานอย่างปกติ นอกจากนี้เกลือยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้มากมายเช่น ปรุงอาหาร ถนอมอาหาร ผสมกับน้ำแข็งเพื่อเพิ่มความเย็น ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสารเคมีต่างๆ ได้แก่ โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3) หรือโซดาทำขนมโซเดียมคาร์บอเนต (NaCO3) หรือโซดาแอส โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ และ ไฮโดรคลอริก(HCl) หรือกรดเกลือ เป็นต้น

         ประเภทของเกลือ
         การผลิตเกลือของประเทศไทย แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เกลือทะเลหรือเกลือสมุทรและเกลือหินหรือเกลือสินเธาว์ โดยแต่ละประเภทมีที่มาแตกต่างกัน ดังนี้
         1. เกลือทะเลหรือเกลือสมุทร (Sea Salt) คือเกลือที่ผลิตขึ้นโดยการนำน้ำทะเลขึ้นมาตากแดดให้น้ำระเหยไปเหลือแต่ผลึก เกลือตกอยู่ (Solar Evaporation System) เกลือ ประเภทนี้มีการผลิตและการใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณและถือเป็นอาชีพเก่าแก่อาชีพ หนึ่งของโลกและของคนไทย โดยได้มีการกำหนดเป็นสินค้าเกษตรกรรมขั้นต้นตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการ เกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509
         2. เกลือหินหรือเกลือสินเธาว์ (Rock Salt) คือเกลือที่ทำจากดินที่น้ำชะดินละลายแล้วแห้งปรากฎเป็นคราบเกลือติดอยู่บนผิว ดิน เรียกว่า “ส่าดิน” เมื่อน้ำผิวดินหรือส่าดินมาละลายน้ำ แล้วต้มจะได้เกลือสินเธาว์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 ได้มีการค้นพบเกลือหินที่อยู่ใต้ดินในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้รูปแบบการผลิตเกลือสินเธาว์เปลี่ยนแปลงไปเป็นการใช้เกลือหินแทน โดยใช้วิธีฉีดน้ำลงไปละลายเกลือในบ่อเกลือ หรือใช้วิธีสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาตากแดด หรือโดยการต้มเพื่อให้ได้ตะกอนเกลือ และหากใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยสามารถผลิตได้ตลอดปี
         ปัจจุบัน เกลือหินได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายและเป็นคู่แข่งกับเกลือทะเล เพราะสามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่เกลือหินมีข้อแตกต่างจากเกลือทะเลที่ไม่มีธาตุไอโอดีน (ป้องกันโรคคอหอยพอกและโรคเอ๋อ) และได้ถูกกำหนดเป็นสินค้าอุตสาหกรรมตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510

         การผลิตเกลือ
         การผลิตเกลือทะเลหรือเกลือสมุทร
         การทำเกลือทะเลต้องใช้น้ำทะเลเป็นวัตถุดิบ ดังนั้นแหล่งผลิตจึงต้องอยู่บริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล ถึงแม้ประเทศไทยจะมีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,600 กิโลเมตร แต่แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเกลือทะเลมีค่อนข้างจำกัดคือ ต้องมีลักษณะทางภูมิประเทศเป็นที่ราบ สภาพดินต้องเป็นดินเหนียว สามารถอุ้มน้ำได้ดีป้องกันไม่ให้น้ำเค็มซึมลงไปใต้ดิน และป้องกันไม่ให้น้ำจืดซึมขึ้นมาบนดิน มีกระแสลมและแสงแดดช่วยในการตกผลึกเกลือ
         แหล่งผลิตที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
          1. กลุ่มที่มีการผลิตมาก ประมาณร้อยละ 90.0 ของผลผลิตทั้งประเทศ อยู่ที่ 3 จังหวัดภาคกลาง คือ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม
          2. กลุ่มที่มีการผลิตเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 10.0 ของผลผลิตทั้งประเทศ อยู่ที่ 4 จังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ คือ จังหวัดชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และปัตตานี
        ประเทศไทยมีพื้นที่ทำนาเกลือทั้งหมดประมาณ 81,485 ไร่ โดยจังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่มากที่สุด ร้อยละ 47.0 รองลงมาได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร ร้อยละ 43.1 จังหวัดสมุทรสงคราม ร้อยละ 7.7 จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 1.0 จังหวัดจันทบุรี ร้อยละ 0.6 จังหวัดปัตตานี ร้อยละ 0.4 และจังหวัดฉะเชิงเทรา ร้อยละ 0.2 ตามลำดับ

         ฤดูการผลิตเกลือทะเล
         การทำนาเกลือในภาคกลางจะเริ่มในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ถึงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป ระยะเวลาประมาณ 6-7 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเนื่องจากการทำนาเกลือไม่สามารถจะทำได้ในช่วงฤดูฝน และจะเริ่มเก็บผลผลิตเกลือได้ประมาณกลางเดือนมกราคม เป็นต้นไป
         สำหรับการนำเกลือในภาคใต้ที่จังหวัดปัตตานี มีระยะเวลานานกว่าภาคกลางโดยสามารถผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน ประมาณ 5 เดือน และครั้งที่สองเริ่มประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน ประมาณ 3 เดือน รวมมีช่วงการผลิตประมาณ 8 เดือน ส่วนในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม จะมีฝนตกชุกไม่สามารถทำนาเกลือได้
ผลผลิต
        ผลผลิตเกลือทะเลในสภาพอากาศปกติ โดยเฉลี่ยทั้งประเทศมีประมาณปีละ 990,000 ตัน(ผลผลิตปี 2550 - 2553) ผลผลิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศว่าปีใดมีฝนตกมากหรือน้อย
        ต้นทุนการผลิต
        ต้นทุนการผลิตเกลือทะเล ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนด้านค่าจ้างแรงงาน รองลงมาเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ผลิตคือน้ำทะเลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยประมาณ 737 บาทต่อตัน
        ผลพลอยได้
         1. สัตว์น้ำทะเลต่างๆ เกษตรกรชาวนาเกลือที่มีพื้นที่กักเก็บน้ำทะเล (วัง) ก็จะมีสัตว์น้ำทะเลต่างๆ เช่น กุ้งขาว กุ้งแชบ๊วย ปลาหมอเทศ ปลากระพง ปูทะเล ฯลฯ อยู่ภายในวัง เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติเพื่อเป็นรายได้เสริมทางหนึ่ง
         2. น้ำเค็ม เนื่องจากน้ำในนาเกลือมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเล เกษตรกรชาวนาเกลือสามารถจำหน่ายน้ำเค็มให้กับเกษตรกรชาวนากุ้ง เพื่อนำไปผสมกับน้ำปกติเพื่อใช้เพาะเลี้ยงกุ้ง
         3. เกลือจืด (ยิปซั่ม) เกลือจืดหรือยิปซั่มเป็นสินแร่ที่เกิดในนาเกลือเฉพาะแปลงที่ใช้กักเก็บน้ำแก่ (นารองเชื้อและนาเชื้อ) เกลือจืดจะเกิดอยู่บนหน้าดิน เกษตรกรชาวนาเกลือจะทำเกลือจืดในฤดูฝน หลังจากหมดฤดูทำนาเกลือแล้ว โดยจะขังน้ำฝนไว้ในแปลงนาที่มีเกลือจืด แล้วรวบรวมเกลือจืดเข้าเป็นกองๆ จากนั้นก็จะร่อนและล้างเอาเศษดินเศษโคลนออกให้เหลือแต่เม็ดเกลือจืดที่แข็ง คล้ายทรายหยาบๆ และไม่ละลายน้ำ
            การทำเกลือจืดมักเป็นงานของผู้หญิงที่รวมกลุ่มกัน 4-5 คน ช่วยกันทำ เป็นงานที่ไม่หนักเหมือนการทำนาเกลือ แต่เป็นงานที่ช้าและเสียเวลา รวมทั้งต้องแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลาที่ทำเกลือจืด โดยปกติราคาเกลือจืดจะสูงกว่าเกลือทะเล สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตปูนปลาสเตอร์ ทำยาสีฟันชนิดผง และแป้งผัดหน้า เป็นต้น
         4. ดีเกลือ การทำดีเกลือจะทำแปลงเฉพาะไม่ปนกับแปลงนาเกลือ โดยนำน้ำจากการรื้อเกลือแต่ละครั้งไปขังรวมกันไว้ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็จะมีดีเกลือเกิดขึ้นเกาะอยู่ตามพื้นนา เกษตรกรชาวนาเกลือจะเก็บดีเกลือทุกวันในเวลาเช้าก่อนแดดออก (ถ้าแดดจัดดีเกลือจะละลายไปกับน้ำ) ดีเกลือชนิดนี้จะเป็นเม็ดสีขาวมีรสขม นำไปใช้ประกอบเป็นเครื่องยาไทยโบราณประเภทยาระบายหรือยาถ่าย และน้ำที่อยู่ในนาดีเกลือจะมีความเค็มจัดมากเรียกว่า “น้ำดีเกลือ” นำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเต้าหู้ เป็นสารทำให้เต้าหู้แข็งตัว
         5. ขี้แดด เป็นส่วนที่อยู่บนผิวดินของนาเกลือ มีลักษณะเป็นแผ่นร่อนอยู่บนผิวนา ซึ่งเกษตรกรชาวนาเกลือต้องทำการเก็บขี้แดดก่อนทำการบดดินตอนต้นฤดูการทำนาเกลือ ขี้แดดนี้สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยปลูกพืชได้

         การตลาดเกลือทะเลภายในประเทศ
         การผลิตเกลือทะเลในรูปของเกลือเม็ด จะถูกรวบรวมโดยพ่อค้าคนกลางประเภทพ่อค้าท้องที่และพ่อค้าท้องถิ่น โดยพ่อค้าคนกลางจะไปรับซื้อถึงฟาร์มของเกษตรกรทั้งทางบกและทางน้ำ และในบางท้องที่เกษตรกรจะขายผ่านสหกรณ์การเกษตรที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ จากนั้นสินค้าเกลือทะเลจะไหลเวียนไปยังแหล่งต่างๆ ได้แก่ โรงโม่เกลือ โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ก่อนจะกระจายไปถึงผู้บริโภค
         ตลาดเกลือทะเลภายในประเทศ เมื่อพิจารณาตามคุณภาพสินค้าที่นำเกลือทะเลไปประกอบใช้เป็นวัตถุดิบในขบวนการผลิต สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
         1. เกลือคุณภาพสูง คือ กลุ่มที่ต้องการเกลือทะเลที่มีความบริสุทธิ์ ประมาณร้อยละ 99.9 มีสิ่งเจือปนต่ำ โดยนำไปใช้ทำประโยชน์ต่างๆ ได้แก่ การใช้ในการสร้างเรซิน การผลิตกระจก การผลิตเคมีภัณฑ์ต่างๆ และใช้ในการบริโภค
         2. เกลือคุณภาพปานกลาง คือ กลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องใช้เกลือที่มีความบริสุทธิ์มากนัก ได้แก่ การนำไปใช้บริโภค การถนอมอาหาร การผลิตอาหารสัตว์ และการฟอกย้อม เป็นต้น
         3. เกลือคุณภาพปานกลางถึงต่ำเป็นเกลือที่มีความบริสุทธิ์น้อยกว่าสองกลุ่มแรกและมี สิ่งเจือปนพอสมควร มักนิยมใช้ในอุตสาหกรรมบำบัดน้ำเสีย เป็นต้น

         ราคาเกลือทะเล
         เกลือทะเลมีหน่วยการขายเป็นเกวียนโดย 1 เกวียนเท่ากับ 1,500 กิโลกรัม ราคาเกลือทะเลที่เกษตรกรขายได้ในฤดูการผลิตปี พ.ศ. 2550 - 2553 ไม่ค่อยคงที่ ราคาเกลือโดยปกติจะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทาน โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 - 2553 มีราคาเฉลี่ยดังภาพด้านล่าง

alt


        การนำเข้าและการส่งออกเกลือทะเล
        1. การนำเข้าเกลือทะเล เกลือสามารถนำเข้าเสรีโดยชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ปี 2550 - 2553 ประเทศไทยมีการนำเข้าเกลือทะเลประมาณปีละเฉลี่ย 7,383.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 78 ล้านบาท ซึ่งโดยปกติการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศจะนำเข้ามากเฉพาะในปีที่ขาดแคลนภายในประเทศเท่านั้น ประเทศที่ไทยสั่งนำเข้า ได้แก่ เวียดนาม ออสเตรเลีย และมาเลเซีย เป็นต้น

2550255125522553
ปริมาณการนำเข้า (ตัน)1,0532,86823,3072,306
มูลค่าการนำเข้า (ล้านบาท)2.1568.47757.14211.213*
(* ม.ค. - พ.ย. 53)     ที่มา : กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

        2. การส่งออกเกลือทะเล ประเทศไทยมีการส่งออกเกลือทะเลมานานแล้ว แต่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีคู่แข่งมาก ได้แก่ สาธารณรัฐปราะชาชนจีน เวียดนาม และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยมีการส่งออกประมาณปีละ 1,900 ตัน คิดเป็นมูลค่า 5 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้ารายใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย และส

หมาร็อกไวเลอร์

ขาม



ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

 
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
          แม้ว่าจะมีหลายครั้งที่ ร็อตไวเลอร์ ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เพราะข่าวการทำร้ายคนจนบาดเจ็บสาหัส แต่ส่วนใหญ่มักเสียชีวิต จึงทำให้ สุนัข ร็อทไวเลอร์ ถูกสังคมพิพากษาว่าเป็น สุนัข พันธุ์ดุที่ไม่น่าพิศมัย และไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเอาเสียเลย  ว่าแต่ความจริงแล้ว  "ร็อตไวเลอร์"มาจากไหน ลักษณะธรรมชาติของมันเป็นอย่างไร? หลาย คนอาจไม่เข้าใจหรือมีการซื้อหามาเลี้ยงโดยไม่ได้ศึกษานิสัยของสายพันธุ์เสียก่อน จนเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของความสยดสยองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 ร็อตไวเลอร์ มาจากไหน?

          ร็อทไวเลอร์ สุนัขขนาดใหญ่สายพันธุ์นี้ เคยถูกเลี้ยงไว้ใช้งานในการคุ้มกันกองคาราวานสินค้า ในประเทศแถบยุโรป ครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จจากงาน เจ้าของกองคาราวานสินค้าได้นำสุนัขเข้ามาพักผ่อนในเมือง ปรากฏว่า ชายขี้เมาคนหนึ่งพยายามเข้ามาทำร้ายเจ้าของ สุนัข "ร็อตไวเลอร์" จึงเข้าปกป้อง เมื่อหลายคนเห็นว่าสุนัขพันธุ์นี้มีทั้งพละกำลัง และความดุร้ายหวงแหนเจ้าของ จึงนำมาเพาะเลี้ยงใช้งานลักษณะนี้มาถึงปัจจุบัน และพันธุ์ของเจ้าสุนัข ร็อตไวเลอร์ ที่โด่งดังสุด เห็นจะเป็นพันธุ์ที่มาจาก 3 ประเทศหลัก คือ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และยูโกสลาเวีย

           ร็อทไวเลอร์ สายพันธุ์ที่มาจากประเทศเยอรมนี ถือว่าเป็น ร็อตไวเลอร์ ที่ดุร้ายและก้าวร้าวที่สุด เนื่องจากธรรมชาติและเป้าหมายของการเพาะเลี้ยงในประเทศนี้มักใช้งาน "ร็อตไวเลอร์" ในการคุ้มกันบุคคล-อารักขาอาณาบริเวณ การคัดเลือกสายพันธุ์ รวมถึงการฝึกจึงเน้นลักษณะการใช้งานเป็นหลัก สุนัขทุกตัวจึงต้องผ่านการตรวจจิตประสาท ก่อนจะนำไปขึ้นทะเบียนด้วย
          
           ในสหรัฐอเมริกา จะเพาะเลี้ยง "ร็อตไวเลอร์" ในลักษณะสุนัขเข้าสังคม ใจดี ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในบ้าน  ฝึกให้มีความสงบ ไม่ก้าวร้าว ถึงขนาดการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ในสหรัฐ มีข้อกำหนดว่ากรรมการต้องสามารถอ้าปากได้โดยไม่ถูกกัด หาก สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีอาการก้าวร้าวจะถูกตัดสิทธิ์ทันที 

           ขณะที่ประเทศยูโกสลาเวีย จะนำลักษณะเด่นของ ร็อทไวเลอร์ ทั้งสายพันธุ์สหรัฐฯ และเยอรมนี มารวมกันคือ ทั้งบึกบึน สงบ รวมถึงการฝึกคุ้มกันและอารักขาไปในตัวด้วย

ร็อตไวเลอร์ ที่นิยมเลี้ยงในไทยเป็นสายพันธุ์อะไร?

          "ประเทศไทยพ่อแม่พันธุ์ สุนัข ร็อตไวเลอร์ ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งลูกค้าที่ซื้อนิยมเอามาเฝ้าบ้านกันขโมย คุ้มครองคนในบ้าน แต่มีข้อเสีย คือ คนเลี้ยงส่วนมากไม่ค่อยศึกษาลักษณะนิสัย และการฝึก เห็นตอนตัวเล็กๆ น่ารัก ก็ซื้อหามาเลี้ยง โดยไม่นึกถึงตอนที่สุนัข ร็อตไวเลอร์ โตขึ้นมา เลยไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกนี้" สกล ทักษิณาภินันท์ชัย เจ้าของคอกสุนัขมอร์แดนด๊อก จ.สมุทรสาคร  ฟาร์มใหญ่ของ "ร็อตไวเลอร์"  ให้ข้อมูล

          ทั้งนี้ ธรรมชาติของสุนัข ร็อตไวเลอร์ จะตัวใหญ่โต น้ำหนักเกินกว่า 50 กิโลกรัม ลักษณะกะโหลกใหญ่ กล้ามเนื้อแข็งแรง ที่สำคัญ ร็อทไวเลอร์ จะหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง คนแปลกหน้าเข้ามาจะแสดงอาการปกป้องหรือเห่าส่งเสียงดัง


ร็อตไวเลอร์ (Rottweiler)

 ลักษณะทั่วไปของสุนัข ร็อตไวเลอร์

          สุนัข ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขอารักขาที่น่าเกรงขาม เมื่อถูกฝึกให้ต่อสู้และโจมตี ก็จะทำอันตรายให้แก่ผู้บุกรุก แม้จะฝึกได้ไม่ยาก แต่ต้องมีเจ้านายที่มีวินัยเพื่อทำให้มันเคารพและเชื่อถือ ด้วยความเชื่อมั่นในพละกำลัง โดยธรรมชาติมันจะไม่ลังเลที่จะเผชิญหน้ากับภยันตรายที่จะเกิดขึ้น จะแสดงออกถึงความโดดเดี่ยวโดยธรรมชาติ แต่จะไม่เป็นกับเจ้านายหรือผู้คนในครอบครัว

          ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่อกกว้าง ขนาดปานกลาง ล่ำและมีพลัง ความกระทัดรัดและโครงสร้างที่บึกบึนเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความแข็งแรง สุนัขเพศผู้จะมีโครงสร้างที่ใหญ่กว่าสุนัขเพศเมีย โดยที่เพศเมียแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ไม่ได้อ่อนแอกว่าแม้แต่น้อย 

          ลักษณะของกะโหลก ควรมีความยาวปานกลาง มองด้านข้าง หน้าผากจะโค้งเล็กน้อย ขากรรไกรบนและล่างแข็งแรง หูขนาดปานกลาง ห้อยลง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ในขณะที่ตื่นตัวหูจะอยู่ในระดับเดียวกับส่วนบนของกะโหลก จมูกกว้างและมีสีดำ ลำตัวกว้างและลึกลงไปจนถึงข้อศอก หลังเหยียดตรงและแข็งแรง ชายกระเบนเหน็บสั้น ลึกและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ หางตัดสั้นเกือบชิดลำตัว ฝ่าเท้าแข็งแรง มีสปริงและเกือบจะตั้งฉากกับพื้นดิน กลมและกระทัดรัด โค้งกำลังดี ไม่บิดเข้าหรือบิดออก อุ้งเท้าหนาและแข็ง เล็บเท้าสั้น แข็งแรง และมีสีดำ นิ้วติ่งควรจะตัดทิ้ง

          ที่สำคัญ สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะต้องมีขนสีดำสนิทตลอดทั้งตัว โดยอาจจะมีมาร์คกิ้งสีสนิมหรือสีมะฮ็อกกานี มาร์คกิ้งที่ว่าอาจจะอยู่เหนือตาแต่ละข้างบริเวณแก้ม เป็นแถบอยู่ด้านข้างของปาก เป็นต้น

 วิธีเลี้ยงดู ร็อตไวเลอร์ ไม่ให้ทำร้ายเจ้าของ

          สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีความตื่นตัวและเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่สอนได้แม่นยำ ทั้งยังสงบเยือกเย็น ทำให้เห็นถึงความกล้าหาญและเสียสละ อย่างไรก็ตาม คนเลี้ยง ร็อตไวเลอร์ จะต้องให้ความรัก ความใกล้ชิดพอสมควร เพราะถ้าไม่มีเวลาหรือไม่พาไปวิ่งออกกำลัง ลักษณะร่างกาย สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะไม่สมบูรณ์ ยิ่งถูกขังในบ้านนาน ร็อตไวเลอร์ จะกลายเป็นสุนัขที่อันตราย หากใครเข้าบ้านจะตรงไปทำร้ายทันที 

          ด้วยเหตุนี้ คนเลี้ยงสุนัข ร็อตไวเลอร์ จึงต้องหาเวลาพา ร็อทไวเลอร์ใส่สายจูงออกไปเดินนอกบ้านบ้าง เพื่อเป็นการเรียนรู้การเข้าสังคมและให้เกิดความเคยชินกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน ที่สำคัญจงอย่าขัง สุนัข ร็อตไวเลอร์ไว้ในบ้านหรือกรงอย่างเดียว เพราะวันไหนถ้าหากหลุดออกไปนอกบ้าน สุนัขจะเกิดความระแวง หวาดกลัว และเข้าทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งอันตรายมาก

 วิธีป้องกันคมเขี้ยว ร็อตไวเลอร์

          เจ้าของฟาร์ม กล่าวว่า ถ้าเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของพวกนี้เสี่ยงที่จะถูกกัด หากสุนัขตรงเข้ามาหาสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ยืนนิ่งๆ ห้ามกระดุกกระดิก เพราะธรรมชาติของสุนัขพันธุ์นี้ จะไม่ชอบคนหลุกหลิก หรือท่าทางแบบกล้าๆ กลัวๆ หรือพวกคนแปลกหน้าเนื่องจากสัญชาตญาณปกป้องหวงแหนถิ่นที่อยู่

          "ถ้าสุนัขวิ่งเข้ามาหาให้ยืนนิ่งๆ สุนัขจะหยุด หรือหากถูกกัดแล้วอย่าพยายามวิ่งหนี ปล่อยให้กัดเพียงครั้งเดียว แล้วมันจะค่อยๆ ปล่อยกรามออกมาเอง แต่หากเหยื่อดิ้นรนต่อสู้ สุนัขจะขย้ำและยิ่งบดเขี้ยวสะบัด เพื่อให้เหยื่อหยุดนิ่ง ที่สำคัญห้ามล้มลงโดยเด็ดขาด เพราะสุนัขจะเข้าฟัดจนเหยื่อแน่นิ่ง ทางที่ดีถ้าล้มลงก็ให้นอนนิ่งๆ พยายามอย่าร้องกลั้นความเจ็บปวดไว้ สุนัขจะค่อยๆ สงบลงเอง อย่างเหยื่อเด็กที่ถูกกัดคงดิ้นรน ทำให้โดนฟัดจนเสียชีวิต" สกล กล่าวให้คำแนะนำในการเอาตัวรอดจากคมเขี้ยว "ร็อตไวเลอร์"

หมาปอมๆ และการดูแล

ปอมเมอเรเนียน



ปอมเมอเรเนียน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
 
          หากพูดถึง สุนัข ตัวเล็กๆ ขนฟูๆ หางเป็นพวง จมูกแหลมๆ ตาแป๋วเป็นประกาย แน่นอนว่าสุนัขที่ว่านี้คือพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน  ที่ไม่ว่าใครเห็นเป็นต้องขอจับ ขอสัมผัส ความน่ารักกันใกล้ๆ แต่ที่เห็นน่ารัก ดูบอบบางเหมือนคุณหนูแบบนี้ แท้จริงแล้ว ปอมเมอเรเนียน มีต้นตระกูลมาจาก สุนัข ลากเลื่อนของประเทศไอซ์แลนด์และเลปแลนด์ บริเวณตอนเหนือของทวีปยุโรปโน่นแน่ะ
          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่ชอบเอาใจใส่กับสิ่งภายนอก เฉลียวฉลาด เหมาะสำหรับเลี้ยงเป็นเพื่อนพอๆ กับเลี้ยงเพื่อการแข่งขัน ชื่อของ ปอมเมอเรเนียน มาจาก Pomeranian ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโปแลนด์และประเทศเยอรมันตะวันออก เหนือแถบทะเลบอลติก โดยแต่เดิมนั้น ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข พันธุ์ใหญ่ที่ใช้ลากเลื่อนและเฝ้าฝูงแกะ มีรายงานว่า ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกนำเข้ามาในอังกฤษตัวแรกมีน้ำหนักถึง 30 ปอนด์ แต่ต่อมาได้มีผู้ผสมพันธุ์ ปอมเมอเรเนียน ให้มีขนาดเล็กลงเพื่อเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคู่ใจแทนการใช้งาน

          ทั้งนี้ ปอมเมอเรเนียน เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เมื่อสมเด็จพระราชินี วิคเตอเรีย แห่งอังกฤษ ทรงไปพบ สุนัข พันธุ์นี้และนำกลับมาเลี้ยงในพระราชวังด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าควีนวิคตอเรียทรงโปรด สุนัข ปอมเมอเรเนียน มาก แม้กระทั่งวันที่สิ้นพระชนม์ยังทรงให้เอาเจ้า Turi สุนัข ปอมเมอเรเนียน ตัวโปรดมาไว้ข้างพระแท่นบรรทม และเจ้า Turi นี้ก็ได้นอนเฝ้าอยู่จนควีนสิ้นพระชนม์ จึงทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่ทำให้สาธารณชนรู้จักและนิยมเลี้ยง ปอมเมอเรเนียน ตัวเล็ก

          อย่างไรก็ตาม ปอมเมอเรเนียน ที่ถูกพัฒนาจนเล็กลงอย่างที่นิยมเลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน เป็นผลงานการพัฒนาของนักผสมพันธุ์ สุนัข ชาวอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจที่ ปอมเมอเรเนียน สายพันธุ์จากอเมริกาได้รับการยอมรับให้เป็นสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด 
 
ลักษณะสายพันธุ์ สุนัข ปอมเมอเรเนียน
 
          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4-6 ปอนด์ หรือราว 1.7-2.5 กิโลกรัม ถ้านำหนักน้อยหรือมากกว่านี้ จะถือว่าไม่ได้มาตรฐานสายพันธุ์  เป็น สุนัข ที่ว่องไวปราดเปรียว มีขนชั้นในที่แน่นและนุ่ม และมีขนชั้นนอกที่หยาบกว่าชั้นใน หางสวยงามเป็นพวงขน และตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูง หางจะขนานไปกับหลัง โดยลักษณะนิสัยพื้นฐานของ ปอมเมอเรเนียน นี้ คือ จะตื่นตัวเสมอ เห่าเก่ง  มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น อวดดี สง่างาม และขณะก้าวย่างแสดงถึงความมีชีวิตชีวา เป็นพันธุ์สมบูรณ์ทั้งรูปร่างและการเคลื่อนไหว

           ศีรษะ 
          ศีรษะจะสมดุลได้สัดส่วนกับลำตัว จมูกยาวเล็กน้อย ตรง มองเห็นชัดเจน ปลายจมูกเชิดเป็นอิสระจากริมฝีปาก การแสดงออกของใบหน้าจะสดใส ร่าเริง คล้ายใบหน้า สุนัข จิ้งจอก หรืออีกนัยหนึ่งคือใบหน้าที่ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ กะโหลกจะปิดสนิท ด้านบนสุดของกะโหลกจะกลมเล็กน้อย แต่ไม่เป็นรูปโดมซะทีเดียว เมื่อมองจากด้านหน้าและด้านข้าง จะเห็นใบหูที่ค่อนข้างเล็ก เชิดสูงและตั้งตรงเสมอ เมื่อลากเส้นผ่านปลายจมูกไปยังตรงกลางตาไปยังปลายหูจะได้เส้นตรง นัยน์ตาเป็นสีดำ แววตาสดใสรูปร่างอัลมอนด์ ขนาดปานกลางตั้งอยู่ในตำแหน่งตัวกับกะโหลก นัยน์ตาค่อนข้างชัดเจน ขอบตาและจมูกต้องเป็นสีดำ ยกเว้น ปอมเมอเรเนียน สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน (เทา) ฟันสบกันแบบกรรไกร ถ้ามีฟันซี่ใดซี่หนึ่งไม่ตรงก็ยอมรับได้

           ลำตัว ลำคอ

          ลำคอสั้น โดยศีรษะแทบจะติดกับไหล่ ส่วนหลังนั้น ลำตัวกระชับและกะทัดรัด มีซี่โครงและช่วงอกที่ทำงานได้ดี โดยยื่นไปถึงข้อศอก หางดีเป็นพวง เป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โดยจะขนานไปกับลำตัวส่วนหลัง

           ลำตัวส่วนหน้า
          ลำตัวส่วนหลังจะเป็นตัวชูให้ลำคอ และศีรษะอยู่สูง แสดงถึงความผ่าเผย ไหล่และขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ความยาวของใบไหล่ และต้นแขนจะเท่ากัน ขาหน้าจะตรงและขนานกับความสูงจากศอกถึงตะโหนก เท่ากับความสูงจากศอกถึงพื้น ข้อเท้าตรงและแข็งแรง เท้าได้รูปหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก ขณะยืนจะรับน้ำหนักตัวได้ดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง

           ลำตัวส่วนท้าย

          มุมของลำตัวส่วนท้ายจะสมดุลกับลำตัวส่วนหน้า สะโพกสวย ต้นขามีกล้ามเนื้อปานกลาง ข้อเท้าบิดเล็กน้อย ข้อเท้าได้ฉากกับพื้น และขาจะตรงและขนานกับอีกข้าง ขอบเท้าชัดเจน เท้าหุบสนิท ไม่บิดเข้าหรือบิดออก สุนัขยืนอยู่บนนิ้วเท้าได้อย่างดี อาจต้องมีการตัดนิ้วติ่ง 

           การก้าวย่าง และเคลื่อนไหว

          ปอมเมอเรเนียน มีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล เป็นอิสระ สมดุลและกระฉับกระเฉง มีแรงส่งตัวไปด้านหน้าได้ดี เพราะมีแรงขับจากลำตัวส่วนท้าย ขาหลังจะเดินตามรอยขาหน้าในข้างเดียวกัน เป็นการเดินและเคลื่อนไหวที่สมดุล ขณะเคลื่อนไหวจะไม่มีการเหวี่ยงเท้าเข้าหรือออกจากลำตัว ลำตัวด้านบนยังคงได้ระดับ ซึ่งดูแล้วลักษณะทั้งหมดจะสมดุล

           ขนและสีขน
          ปอมเมอเรเนียน เป็น สุนัข ที่มีขนสองชั้น ขนชั้นในนิ่มและแน่น ขนชั้นนอกจะยาวตรงหยาบกว่า แต่จะส่องแสงแวววาว ขนชั้นในจะหนาเพื่อปกป้องลำตัวของ สุนัข โดยขนจะแน่นตั้งแต่ลำคอ ไหล่ และอก ขนชั้นนอกบริเวณไหล่ อก ค่อนข้างมาก ขนบริเวณศีรษะและขาจะน้อยและสั้นกว่าส่วนอื่น (โดยเฉพาะลำตัวและไหล่จะยาวที่สุด) ลำตัวส่วนหน้าจะมีขนปกคลุมไปจนถึงข้อเท้าหางจะมีขนชั้นนอกที่ยาว แข็ง ปกคลุม อาจต้องมีการตัดเล็มขนบ้างซึ่งยอมรับได้

          ส่วนมีสีขนของ ปอมเมอเรเนียน จะมีหลายสี หลายแบบ เช่น ดำและน้ำตาล สีผสมหรือสีทองออกส้ม สีขาว ที่มีสีอื่นร่วมบริเวณศีรษะ หรืออีกประเภทที่เรียกว่า open elasses คือจะมีสีแดง สีส้ม สีครีม สีดำ สีน้ำตาล สีเทา เป็นต้น


อาหารและการเลี้ยงดู ปอมเมอเรเนียน

          การดูแลขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องได้รับการแปรงขนทุกวันหรืออาทิตย์ละสองครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่จะให้ขนที่หนาและสวยไม่พันกัน ขนของ ปอมเมอเรเนียน ต้องการการเล็มบ้างแค่ครั้งคราว ส่วนการดูแลหูและเล็บเป็นประจำเป็นสิ่งที่แนะนำรวมกับการอาบน้ำ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรอาบน้ำให้ ปอมเมอเรเนียน บ่อยมากจนเกินไป เพราะการอาบน้ำบ่อยจะทำให้หนังและขนเแห้งจนเกินไป เนื่องจากน้ำมันที่จำเป็นถูกล้างออกไปหมด 

          นอกจากการดูแลขนแล้ว สิ่งที่สำคัญที่มากที่สุดสำหรับ สุนัข ปอมเมอเรเนียน คือการได้รับการดูแลสุขภาพปากและฟันเป็นอย่างดี เนื่องจาก ปอมเมอเรเนียน ง่ายต่อการสูญเสียฟันอันเนื่องมาจากปัญหาฟันผุ หรือสุขภาพเหงือกไม่ดี จึงต้องมั่นทำความสะอาดฟันให้เป็นประจำ และควรให้อาหารชนิดแห้งเพื่อลดปัญหาสุขภาพปากและฟัน


โรคและวิธีป้องกัน

          สุนัข แต่ละพันธุ์มีโรคประจำที่แตกต่างกันออกไป เช่น สุนัข พันธุ์โกลเด้น ก็มีปัญหาโรคข้อสะโพกเสื่อม สุนัข พันธุ์คอกเกอร์ สเปเนียล ก็พบปัญหาเรื่องโรคหูอักเสบ สุนัข พันธุ์พุดเดิ้ลก็มีปัญหาโรคหัวใจโต สุนัข พันธุ์ดัลเมเชี่ยนก็เจอโรคหูหนวก สุนัข พันธุ์ดัชชุน ก็มีปัญหาโรคหมอนรองกระดูก ฯลฯ ปอมเมอเรเนียน ก็มีปัญหาเหมือนกัน โดยมี 4 โรคที่ ปอมเมอเรเนียน พึงสังวรไว้ คือ

          1. โรคลูกสะบ้าเคลื่อน โรคนี้พบได้บ่อยสุด คือ มีอาการเจ็บเข่าจนต้องยกขาไม่ลง ถ้าไม่เป็นมาก ก็รักษาด้วยการกินยา แต่ถ้าเป็นมากต้องพึ่งหมอผ่าตัด  อย่างไรก็ดี โรคนี้ป้องกันได้โดยอย่าปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ของเราอ้วนเกินไป และคอยดูแลไม่ให้เขาหล่นหรือโดดลงจากที่สูง ส่วนสถานที่ที่เลี้ยงนั้นไม่ควรเป็นพื้นลื่นจำพวกกระเบื้อง พื้นหินขัด,หินอ่อน หรือแกรนิต ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้ ปอมเมอเรเนียน ที่มีปัญหาลูกสะบ้าขยายพันธุ์ 

          2. โรคหลอดลมตับ เป็นอีกโรคมักพบบ่อยๆ ใน ปอมเมอเรเนียน อาการที่พบ คือ ไอแห้งๆ เสียงดังมาก ซึ่งพบบ่อยเวลาที่ตื่นเต้นหรืออากาศเย็น ดังนั้น จึงอย่าปล่อยให้มันอ้วนเกินไป และพยายามอย่าให้เขาอยู่ในที่ที่อากาศร้อนและชื้นเกินไป และที่สำคัญเวลาจูงเดินเล่นควรใช้สายจูงชนิดสายรัดอก แทนสายจูงกับปลอกคอหรือโซ่คอ

          3. ขนร่วง ปัญหาโรคขนร่วงที่พยบ่อยใน ปอมเมอเรเนียน ก็คือโรค Black Skin หรือ BSD ซึ่งทำให้ผิวหนังไม่มีขนและมีจี้ดำ เกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน เช่น โรคไทรอยด์ต่ำ,ZEMA,ไรขี้เรื้อนและเชื้อรา ซึ่งวิธีแก้ไข คือ ควรรีบพา สุนัข ที่มีปัญหาโรคผิวแห้งไปพบสัตว์แพทย์โดยเร็ว

          4. โรคหนังตาม้วนเข้า โรคนี้สามารถพบใน สุนัข ปอมเมอเรเนียน แต่ไม่พบบ่อยเหมือน สุนัข พันธุ์เชาว์-เชาว์ หรือชาร์ไป ซึ่งวิธีแก้ไขคือต้องทำการผ่าตัดโดยสัตวแพท